Connect with us

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

รู้หรือไม่ ยิ่งหน้าฝน ยิ่งต้องล้างรถ!!?

Published

on

ยิ่งหน้าฝน ยิ่งต้องล้างรถ

ต้อนรับวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยบทความดีๆเกี่ยวกับความเชื่อที่ว่า “ หน้าฝนไม่ต้องล้างรถหรอก เดี๋ยวฝนตกก็เปียก” แต่ถ้าคุณได้อ่านบทความนี้แล้วรับรองว่าจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะอะไรนั้นมาดูคำตอบกันครับ

  • ยิ่งไม่ล้าง ยิ่งสกปรก การที่คุณขับรถลุยน้ำหรือขณะฝนตกอยู่ สิ่งสกปรกหรือเศษต่างๆจะเกาะติดได้ง่าย ถ้าปล่อยรถทิ้งไว้ไม่ทำความสะอาดแล้วล่ะก็…คราบเหล่านั้นก็จะเกาะแน่นสะสมจนยากที่จะล้างออกได้ง่ายๆ และการล้างทำความสะอาดคราบที่แน่นๆนั้นก็ต้องออกแรงขัดมากกว่าปกติ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่รถจะเป็นรอยได้อีกด้วย
  • ฝนกรดทำสีรถด่าง ฝนกรดคืออะไร คือฝนธรรมชาติที่รวมตัวกับมลพิษในกาศจนเกิดเป็นกรดซัลฟิวริกหรือกรดไนตริกที่มีฤทธิ์ในการกัดกร่อนทุกอย่างที่ขวางหน้าเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและแน่นอนว่ารถของคุณก็เช่นกัน ถ้าปล่อยรถทิ้งไว้รถของคุณก็จะถูกกัดกร่อนลึกจนถึงชั้นสีผิวทำให้สีรถด่างได้ วิธีป้องกันจะแนะนำไว้ตอนท้ายครับ
  • รถเปียกฝนเสี่ยงสนิม คงไม่มีใครอยากให้รถเป็นสนิมหรอกครับ แต่รู้หรือไม่ว่าการปล่อยรถที่เปียกอยู่ทิ้งไว้เป็นเวลานานจะทำให้เกิดคราบน้ำฝนฝังแน่นแล้วน้องหนิม(สนิม)ก็จะถามหาและมาอาศัยบนรถคุณได้เพราะสนิมเกิดจากเหล็ก(รถ)ที่เปียกน้ำกับความชื้นในอากาศทำปฏิกิริยากัน เรียกว่าเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน เมื่อจอดรถที่ลุยฝนไว้เป็นเวลานานก็ไม่ต่างกับการปล่อยให้รถคุณเกิดสนิมหรอกครับ

ส่วนการดูแลรถหลังจากลุยน้ำฝนก็ไม่ยากครับ สามารถทำตามได้ง่ายๆดังนี้

  1. ล้างรถทันทีหลังจากลุยฝน เพราะเป็นช่วงที่ทำความสะอาดง่ายที่สุดเพียงแค่ฉีดน้ำทำความสะอาดให้คราบน้ำฝนและสิ่งสกปรกหลุดออกก็เพียงพอครับ จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดให้แห้งเพื่อป้องกันสนิม
  2. อย่าจอดรถตากแดดหลังจากลุยฝน เพราะจะทำให้คราบฝนแห้งเร็วและเกาะแน่นจนเกิดเป็นคราบฝังแน่นจนทำให้ชั้นสีของรถคุณเสียหายได้
  3. เคลือบสีรถ การเคลือบสีรถจะช่วยถนอมชั้นสีรถและเป็นการป้องกันคราบสิ่งสกปรกเกาะติดรถของคุณ แต่ที่สำคัญคือป้องกันฝนกรดได้ด้วย!!! ดังนั้นการเคลือบสีรถเดือนละ 1-2 ครั้งก็ช่วยถนอมและยืดอายุให้กับสีรถของคุณได้แล้วครับ

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

วิธีการตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ ถูกต้อง !!!

Published

on

By

การตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ถูกต้อง

หากใครคิดว่าการตรวจน้ำมันเครื่อง คือ การที่ตอนเช้าเปิดฝากระโปรงเสร็จแล้วดึงเหล็กออกมาดูระดับน้ำมันก่อนติดเครื่องเท่านั้นล่ะก็…. โปรดทราบว่านั่นเป็นวิธีที่ผิด !

การตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ถูกต้องก็คือ…

1. ต้องติดเครื่องทิ้งไว้สักครู่แล้วค่อยดึงเอาเหล็กวัดระดับน้ำมันเครื่องขึ้นมาดู ! เรื่องนี้เจอการทำผิดเป็นประจำ เพราะหลายคนคิดว่า หากอยากรู้ระดับน้ำมัน ควรดึงออกมาตอนที่ไม่ติดเครื่อง ยิ่งเป็นตอนเช้าที่ยังไม่ได้ใช้ น้ำมันนอนนิ่งในเครื่องทำให้เห็นระดับน้ำมันจริงๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราควรมีการติดเครื่องยนต์เสียก่อนทิ้งไว้สักครู่ แล้วปิดเครื่อง จากนั้นรออีกประมาณ 3 – 5 นาที ค่อยตรวจสอบ การทำแบบนี้ทำให้เราทราบระดับของน้ำมันเครื่องในช่วงที่เครื่องทำงานจริง มีการส่งน้ำมันไปยังส่วนต่างๆ ของเครื่องแล้วว่ามันเหลืออยู่เท่าไหร่

2. การดูปริมาณน้ำมันที่ก้านวัดให้ทำ 3 ครั้ง ไม่ใช่ดึงขึ้นมาดูครั้งเดียวจบ ! เรื่องนี้ก็พบการทำผิดเสมอ หลังจากเราทำตามข้อ 1 แล้ว ให้ดึงเหล็กขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดเป็นครั้งที่ 1 จากนั้นจุ่มลงไปเอาขึ้นมาตรวจสอบเป็นครั้งที่ 2 และ เอาลงไปจุ่มแล้วดึงขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ 3 ดูระดับน้ำมันทั้งสองครั้งหลัง เพื่อความแน่นอนว่ามีปริมาณน้ำมันเพียงพอ

3. นอกจากปริมาณน้ำมันแล้วยังต้องดูความหนืดและสีของน้ำมันเครื่องด้วย เรื่องนี้ส่วนมากไม่ได้ทำ จะดูแต่ระดับความสูงอย่างเดียว และไปเปลี่ยนตามระยะเวลา แต่ในความเป็นจริง เราควรดูสีและความหนืดของน้ำมันเครื่องด้วย น้ำมันเครื่องที่มีสีเข้มแสดงว่ามีเขม่าปนเปื้อนมาก และหากมีความหนืดน้อยแปลว่าน้ำมันเสื่อมสภาพในการหล่อลื่นแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้นาน ก็จะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็ว และระบายความร้อนได้ต่ำ ควรเปลี่ยนและควรมีการเปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องด้วย

นี่เป็นวิธีการตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ถูกต้องที่เราควรทำเป็นประจำทุกวันก่อนที่จะใช้รถออกไปนอกบ้าน

Continue Reading

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

4 สิ่งที่ควรเช็กก่อนขับรถในช่วงหน้าหนาว

Published

on

By

4 สิ่งที่ควรเช็กก่อนขับรถในช่วงหน้าหนาว

1. ตรวจเช็คระบบไล่ฝ้า
เปิดใช้งานระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แล้วตรวจดูว่าระบบทำงานปกติหรือไม่ ถ้ามีจุดใดเสียก็ให้รีบซ่อมแซมเพื่อความปลอดภัย
2. ตรวจเช็กน้ำยาฉีดกระจก
เช็กระดับน้ำยาฉีดกระจกให้เต็มอยู่เสมอ โดยเติมน้ำยาฉีดกระจก ซึ่งอาจเติมน้ำเปล่าหรือซื้อน้ำยาเฉพาะมาใช้ก็ได้
3. ตรวจเช็กระบบเบรก
เริ่มด้วยการดูผ้าเบรกว่าเหลือมากน้อยขนาดไหน สังเกตลักษณะของจานเบรกว่ามีความคดหรือไม่ ดูน้ำมันเบรกว่าเหลือเท่าไหร่ถ้าน้อยก็ให้เติมลงไป
4. ตรวจเช็กสัญญาณไฟ
ช่วงฤดูหนาวที่อาจมีหมอกลงจัดในบางช่วง ทัศนวิสัยการมองเห็นจะลดน้อยลงอย่างมาก ควรตรวจสอบและเปลี่ยนหลอดไฟให้สว่างและใช้งานได้ตามปกติอยู่เสมอ

Continue Reading

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

รู้หรือไม่…สัญญาณไฟแจ้งเตือนน้ำมันโชว์แล้วสามารถวิ่งต่อได้อีกเท่าไร

Published

on

By

สัญญาณไฟแจ้งเตือนน้ำมันโชว์เราสามารถวิ่งต่อได้อีกกี่กิโลเมตร ?
เมื่อสัญญาณไฟแจ้งเตือนน้ำมันสว่างขึ้นคนส่วนใหญ่จะคิดว่าน้ำมันรถของคุณหมดไม่เหลืออยู่ในถังแล้ว
แต่ที่จริงนั้นรถของคุณจะยังมีน้ำมันในถังเหลืออยู่ประมาณ 8-11 ลิตร แล้วแต่รุ่นรถ (อ้างอิงตามผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา)
หรือประมาณเกือบ 100 กิโลเมตร แล้วแต่รุ่นรถของคุณเพื่อให้คุณสามารถหาปั๊มน้ำมันเติมได้

ข้อแนะนำ
1. หากเห็นว่าน้ำมันใกล้หมดก็ควรเติมเสียก่อน เพราะการทำงานของระบบวัดระยะทางของรถแต่ละคันจะแตกต่างกันไป หากขับรถเจอจราจรติดขัด ระยะทางที่วิ่งได้จริงอาจต่ำกว่าในข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นได้
2. ไม่ควรปล่อยให้น้ำมันเกลี้ยงถังบ่อยๆเพราะอาจะมีปัญหาเกี่ยวกับปั๊มเชื้อเพลิงในอนาคตได้
3. ก่อนเดินทางไกลควรเติมน้ำมันให้เต็มถัง และศึกษาเส้นทาง ปั๊มน้ำมันตามจุดๆต่างๆ ที่เราผ่านในเส้นทางนั้น

Continue Reading

Trending