Connect with us

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

จริงหรือไม่ ชาร์จแบตมือถือในรถทำให้แบตเตอรี่เสื่อม

Published

on

Charging phone in car can kill battery

จริงหรือไม่ ชาร์จแบตมือถือในรถทำให้แบตเตอรี่เสื่อม

จริงหรือไม่ ชาร์จแบตมือถือในรถทำให้แบตเตอรี่เสื่อม

โทรศัพท์มือถือกลายส่วนนึงในชีวิตประจำวันของใครหลายๆคนเพราะด้วยความสามารถที่ทำได้หลายอย่าง จนทำให้หลายๆคนขาดโทรศัพท์มือถือไม่ได้ จึงทำให้มีการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆเพื่อชาร์จแบต ไม่ว่าจะเป็นพาวเวอร์แบงค์หรือเคสมือถือที่สามารถชาร์จแบตได้ด้วย!! เช่นเดียวกับรถยนต์ในปัจจุบันที่ออกแบบช่อง usb สำหรับชาร์จมือถือมาให้และช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางมากๆ

การที่ผู้ผลิตอำนวยความสะดวกมาให้ด้วยการติดตั้งพอร์ต usb มาให้ก็ทำให้เกิดคำถามว่า “การชาร์จแบตในรถจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมหรือไม่?” ถ้าพูดตามหลักการแล้วแบตเตอรี่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิตพลังงานแต่เป็นเพียงที่เก็บไฟฟ้าสำรอง พลังงานจากแบตเตอรี่จะถูกกระจายไปเพื่อหล่อเลี้ยงตามอุปกรณ์ต่างๆต่อเมื่อไดชาร์จผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ทัน เช่น ระบบไฟฟ้าในรถ แอร์ วิทยุ อุปกรณ์ให้ความสว่าง เป็นต้น และพอร์ต usb เป็นพอร์ตที่จ่ายกระแสไฟฟ้าได้น้อยมากๆ ซึ่งไม่เพียงพอกับที่มือถือต้องการ ดังนั้นการชาร์จมือถือผ่านช่อง usb นั้นให้พลังงานที่น้อยมาก และไม่ได้ส่งผลต่อแบตเตอรรี่เท่าไหร่ตราบใดที่เครื่องยนต์ยัง”ทำงาน” ก็เพราะว่าการชาร์จมือถือจะใช้พลังงานจากไดชาร์จไม่ใช่พลังงานจากแบตเตอรรี่นั่นเองครับ แต่!!!! ถ้าในกรณีที่คุณขับรถตอนกลางคืน รถยนต์จะดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาช่วยเลี้ยงอุปกรณ์ส่องสว่างมากขึ้นจำพวกไฟหน้า ไฟท้าย ซึ่งรวมไปถึงวิทยุ แอร์ที่เปิดอีกด้วย ถ้าเพิ่มการชาร์จมือถือเข้าไปอีกก็ส่งผลให้แบตเตอรี่ต้องจ่ายไฟมากขึ้นอีกนิดหน่อยเท่านั้นเองครับ

ถึงตรงนี้ก็พอจะตอบได้ว่าการชาร์จมือถือไม่ได้ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมแต่อย่างใด แต่นั่นก็ถูกเพียงครึ่งเดียวครับ เพราะถ้าคุณชาร์จมือถือในขณะที่เครื่องดับอยู่เป็นเวลานานๆ จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้!!! เหตุเพราะการดับเครื่องยนต์จะทำให้ไดชาร์จซึ่งเป็นอุปกรณ์สร้างกระแสไฟฟ้าหยุดทำงาน จึงต้องดึงพลังงานสำรองจากแบตเตอรี่มาใช้นั่นเองครับ (ถ้าเปิดวิทยุกับแอร์ไปด้วยก็จะยิ่งทำให้แบตเสื่อมเร็วไปอีก) เห็นมั๊ยครับว่าการชาร์จมือถือในรถยนต์ส่งผลถึงแบตเตอรี่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้งานเป็นหลัก สำหรับบทความนี้กล่าวถึงการชาร์จผ่านพอร์ต usb เท่านั้นนะครับ ถ้าเป็นการชาร์จผ่านที่ชาร์จสำหรับรถยนต์ที่เชื่อมต่อตรงช่องจุดบุหรี่ อันนี้ก็ต้องเลือกยี่ห้อที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากช่องจุดบุหรี่จะจ่ายกระแสไฟฟ้าที่เยอะมากๆ ถ้าใช้สายที่ไม่ได้มาตรฐานจะทำให้มือถือพัง/ช๊อตและอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ในรถพังเพราะจ่ายไฟเกินกว่าที่อุปกรณ์จะรับได้

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

รู้หรือไม่…สัญญาณไฟแจ้งเตือนน้ำมันโชว์แล้วสามารถวิ่งต่อได้อีกเท่าไร

Published

on

By

สัญญาณไฟแจ้งเตือนน้ำมันโชว์เราสามารถวิ่งต่อได้อีกกี่กิโลเมตร ?
เมื่อสัญญาณไฟแจ้งเตือนน้ำมันสว่างขึ้นคนส่วนใหญ่จะคิดว่าน้ำมันรถของคุณหมดไม่เหลืออยู่ในถังแล้ว
แต่ที่จริงนั้นรถของคุณจะยังมีน้ำมันในถังเหลืออยู่ประมาณ 8-11 ลิตร แล้วแต่รุ่นรถ (อ้างอิงตามผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา)
หรือประมาณเกือบ 100 กิโลเมตร แล้วแต่รุ่นรถของคุณเพื่อให้คุณสามารถหาปั๊มน้ำมันเติมได้

ข้อแนะนำ
1. หากเห็นว่าน้ำมันใกล้หมดก็ควรเติมเสียก่อน เพราะการทำงานของระบบวัดระยะทางของรถแต่ละคันจะแตกต่างกันไป หากขับรถเจอจราจรติดขัด ระยะทางที่วิ่งได้จริงอาจต่ำกว่าในข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นได้
2. ไม่ควรปล่อยให้น้ำมันเกลี้ยงถังบ่อยๆเพราะอาจะมีปัญหาเกี่ยวกับปั๊มเชื้อเพลิงในอนาคตได้
3. ก่อนเดินทางไกลควรเติมน้ำมันให้เต็มถัง และศึกษาเส้นทาง ปั๊มน้ำมันตามจุดๆต่างๆ ที่เราผ่านในเส้นทางนั้น

Continue Reading

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

วันนี้คุณบอกรักแม่แล้วหรือยัง ?

Published

on

By


แม่เป็นคำนิยามสั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง เป็นความผูกพันที่ไม่มีวันหายจากกัน
เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เป็นความจริงใจที่ไม่มีวันผันแปร
คุณอาจจะรักคนทั้งโลกได้แต่คุณจะไม่ได้รับความรักจากคนทั้งโลกเท่ากับความรักของแม่ที่มีให้คุณ
อย่าอายที่จะบอกรักแม่ อย่ากลัวที่จะทำเพื่อแม่ อย่าได้แต่คิดที่จะทำ….ให้แม่
เพราะแม่ไม่เคยอาย ไม่เคยกลัว และไม่เคยแค่คิดที่จะทำให้เราเลยสักครั้ง
อย่าให้เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างไร้ความหมาย …….
บริษัท โตโยต้าริช จำกัด ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการระลึกและตอบแทนพระคุณของแม่
วันนี้คุณบอกรักแม่แล้วหรือยัง ?

Continue Reading

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

จอดรถขวางหน้าบ้านคนอื่น มีความผิดตามกฎหมาย!?

Published

on

By

จากข่าวที่กำลังเป็นกระแสโดยการจอดรถขวางหน้าบ้านจนทำให้เจ้าของบ้านเดือดร้อน เชื่อว่าหลายๆคนได้ให้ความสำคัญกับข่าวนี้เป็นอย่างมากและมีคำถามตามมาในภายหลังว่าการจอดรถหน้าบ้านผู้อื่นจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนนั้นผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไร วันนี้มีคำตอบครับ

ตามกฎหมาย มาตรา 397 ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆต่อผู้อื่นอันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท”

เทียบเคียงฎีกา 1908/2518 “จำเลยจอดรถขวางกั้นไม่ให้โจทก์ถอยรถออกไปจากซอยที่เกิดเหตุ เป็นเพียงขัดขวางไม่ให้โจทก์นำรถออกไปได้เท่านั้น ส่วนตัวโจทก์มีอิสระที่จะออกไปจากซอยได้ การกระทำของจำเลย ยังไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310* แต่เป็นการรังแกข่มเหงทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ แม้ซอยนั้นจะอยู่ในที่ดินของผู้มีชื่อซึ่งแบ่งให้ผู้อื่นเช่าปลูกบ้าน แต่ประชาชนก็ชอบที่จะเข้าออกไปติดต่อกับผู้ที่อยู่ในซอยนั้นได้ ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำในที่สาธารณสถาน จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397”

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการจอดรถขวางหน้าบ้านผู้อื่นมีความผิดตามกฎหมาย สำหรับใครที่ทราบแบบนี้แล้วเวลาเดินทางแล้วจะหาที่จอดรถก็อยากให้ระมัดระวังกันด้วยนะครับว่าจะคุณไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน อย่างน้อยก็อยากให้ถือคติเอาใจเขามาใส่ใจเรากันให้เยอะๆคิดกลับกันว่าถ้าหากเราตกอยู่ในสถานะเจ้าบ้านที่ได้รับผลกระทบแบบนี้แล้วเราก็คงไม่แฮปปี้สักเท่าไหร่

หมายเหตุ : ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ผู้ใดหน่วงเหนี่ยว หรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Continue Reading

Trending