Connect with us

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

4 สาเหตุที่ทำให้รถยนต์กินน้ำมันมากกว่าเดิม

Published

on

เจ้าของรถหลายๆคนคงเคยเจอกับความรู้สึกที่ว่า ทำไมรถยนต์ที่ขับอยู่ถึงกินน้ำมันมากกว่าเดิม? ทั้งๆที่ลักษณะการขับขี่ สภาพการจราจร ระยะทางก็เหมือนเดิม ความรู้สึกนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ เพราะการที่ขับรถทุกๆวันก็ย่อมจะสังเกตความผิดปกติได้ชัดเจน ว่าแต่อะไรที่ทำให้รถยนต์ของคุณกินน้ำมันมากกว่าปกติ? บทความนี้มีคำตอบให้ครับ

  1. หัวเทียนและระบบจุดระเบิด หัวเทียนเป็นชิ้นส่วนแรกๆที่ควรตรวจสอบถ้าหากรถยนต์มีการกินน้ำมันมาก เพราะการที่หัวเทียนมีปัญหาจะทำให้การจุดระเบิดไม่สมบูรณ์จนทำให้รถยนต์มีกำลังอัดไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งส่งผลถึงอัดตราเร่งและความแรงที่ลดลงนั่นเองครับ
  2. กรองอากาศอุดตันหรือสกปรก ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้รถกินน้ำมัน เพราะกรองอากาศเป็นชิ้นส่วนที่ส่งผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยตรง การที่กรองอากาศอุดตันหรือสกปรกจะทำให้อากาศไหลเข้าห้องเครื่องเผาไหม้ได้น้อยลงทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ในที่สุดครับ จึงนำมาซึ่งการกินน้ำมันที่มากกว่าเดิมนั่นเอง
  3. เครื่องยนต์ บ่อเกิดของการกินน้ำมัน อะไรก็ตามที่ถูกใช้มาเป็นระยะเวลานาน ก็ย่อมเสื่อมสภาพไปเป็นธรรมดาครับ เครื่องยนต์ก็เช่นกัน เมื่อใช้ไปนานๆเครื่องยนต์ก็ต้องเสื่อมไปตามกาลเวลาซึ่งเรียกอาการนี้ว่าเครื่องยนต์หลวม กล่าวสั้นๆคือการที่เครื่องยนต์ทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิมทำให้กำลังและประสิทธิภาพลดลง ทำให้รถของคุณซดน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องปกติครับ
  4. ส่วนผสมระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงกับอากาศไม่ถูกต้อง กระบวนการจุดระเบิดที่ดีจะต้องใช้อากาศกับน้ำมันในอัตราส่วนที่พอดี ถ้าอัตราส่วนน้ำมันมากกว่าอากาศหรือที่ศัพท์ทั่วไปเรียกว่า “น้ำมันหนา” จะทำให้รถยนต์เปลืองน้ำมันขึ้นนั่นเอง สาเหตุนี้มักจะพบในกลุ่มรถแต่งเสียมากกว่า ถ้าหากเป็นรถเดิมๆจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้เท่าไหร่ครับ

สาเหตุเหล่านี้เป็นข้อสังเกตหลักๆที่ส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองโดยตรง ถ้าหากรถของคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้อยู่ก็สามารถนำคำแนะนำจากเราไปปรับใช้ได้ครับ (ได้ผลแล้วอย่าลืมบอกต่อคนรอบข้างกันด้วยนะครับ)

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

การตรวจสภาพรถก่อนใช้งานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

Published

on

By

การตรวจสอบสภาพรถก่อนใช้งานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

ก่อนออกจากบ้านผู้ที่ใช้รถควรตรวจสอบสภาพก่อนใช้งานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากสภาพของรถผู้ใช้รถจะต้องตรวจสภาพรถต่างๆ ดังนี้
• ยาง ดอกยางควรมีมากเพียงพอต่อการยึดเกาะถนนและการทรงตัวที่ดีแรงดันของลมยางต้อง เป็นไปตามบริษัทยางกำหนดให้
• ที่ปัดน้ำฝน ใบปัดน้ำฝนตลอดถังพักน้ำ และอุปกรณ์ปัดน้ำฝนต้องอยู่ในสภาพ ใช้งานได้ดี
• แบตเตอรี่ ตรวจสภาพแบตเตอรี่ และน้ำกลั่นว่าอยู่ระดับที่กำหนด
• หม้อน้ำ สภาพหม้อน้ำและถังพักน้ำมีน้ำอยู่ตามระดับที่ต้องการเสมอ
• ใบพัดลมและท่อยาง ตรวจสภาพใบพัดลม และท่อยางน้ำบน – ล่าง ยางอุดตาน้ำให้อยู่ใน สภาพใช้งานได้ดี
• สายพาน ต้องอยู่ในสภาพดีไม่หย่อนมีรอยปริหรือหัก
• น้ำมันต่าง ๆ ตรวจดูระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเพาเวอร์พวงมาลัย น้ำมันเกียร์อัตโนมัติว่ามีน้ำมันอยู่ในระดับที่บริษัทรถแต่ละประเภทกำหนดอยู่
• เครื่องยนต์ดีเซล ควรตรวจดูไส้กรองน้ำมันโซล่า หรือถอดล้างทำความสะอาดอย่าให้มีน้ำอยู่และควรปิดฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงให้สนิดด้วย
• ระดับน้ำมันเบรค น้ำมันคลัชท์ ควรตรวจว่าอยู่ในระดับที่ถูกต้องและตรวจการรั่วซึมของวงจรเบรค เช่น บริเวณแม่ปั้มเบรค ลูกยางเบรคแต่ละล้อมีการรั่วซึมหรือไม่
• ตรวจดูสายไฟแรงสูง (สายหัวเทียน) อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี
• ระบบสัญญาณ และไฟแสงสว่าง ตรวจด้านหน้ารถและท้ายรถยังอยู่นาภาพที่ใช้งานได้ดี

Continue Reading

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

วิธีการตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ ถูกต้อง !!!

Published

on

By

การตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ถูกต้อง

หากใครคิดว่าการตรวจน้ำมันเครื่อง คือ การที่ตอนเช้าเปิดฝากระโปรงเสร็จแล้วดึงเหล็กออกมาดูระดับน้ำมันก่อนติดเครื่องเท่านั้นล่ะก็…. โปรดทราบว่านั่นเป็นวิธีที่ผิด !

การตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ถูกต้องก็คือ…

1. ต้องติดเครื่องทิ้งไว้สักครู่แล้วค่อยดึงเอาเหล็กวัดระดับน้ำมันเครื่องขึ้นมาดู ! เรื่องนี้เจอการทำผิดเป็นประจำ เพราะหลายคนคิดว่า หากอยากรู้ระดับน้ำมัน ควรดึงออกมาตอนที่ไม่ติดเครื่อง ยิ่งเป็นตอนเช้าที่ยังไม่ได้ใช้ น้ำมันนอนนิ่งในเครื่องทำให้เห็นระดับน้ำมันจริงๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราควรมีการติดเครื่องยนต์เสียก่อนทิ้งไว้สักครู่ แล้วปิดเครื่อง จากนั้นรออีกประมาณ 3 – 5 นาที ค่อยตรวจสอบ การทำแบบนี้ทำให้เราทราบระดับของน้ำมันเครื่องในช่วงที่เครื่องทำงานจริง มีการส่งน้ำมันไปยังส่วนต่างๆ ของเครื่องแล้วว่ามันเหลืออยู่เท่าไหร่

2. การดูปริมาณน้ำมันที่ก้านวัดให้ทำ 3 ครั้ง ไม่ใช่ดึงขึ้นมาดูครั้งเดียวจบ ! เรื่องนี้ก็พบการทำผิดเสมอ หลังจากเราทำตามข้อ 1 แล้ว ให้ดึงเหล็กขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดเป็นครั้งที่ 1 จากนั้นจุ่มลงไปเอาขึ้นมาตรวจสอบเป็นครั้งที่ 2 และ เอาลงไปจุ่มแล้วดึงขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ 3 ดูระดับน้ำมันทั้งสองครั้งหลัง เพื่อความแน่นอนว่ามีปริมาณน้ำมันเพียงพอ

3. นอกจากปริมาณน้ำมันแล้วยังต้องดูความหนืดและสีของน้ำมันเครื่องด้วย เรื่องนี้ส่วนมากไม่ได้ทำ จะดูแต่ระดับความสูงอย่างเดียว และไปเปลี่ยนตามระยะเวลา แต่ในความเป็นจริง เราควรดูสีและความหนืดของน้ำมันเครื่องด้วย น้ำมันเครื่องที่มีสีเข้มแสดงว่ามีเขม่าปนเปื้อนมาก และหากมีความหนืดน้อยแปลว่าน้ำมันเสื่อมสภาพในการหล่อลื่นแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้นาน ก็จะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็ว และระบายความร้อนได้ต่ำ ควรเปลี่ยนและควรมีการเปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องด้วย

นี่เป็นวิธีการตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ถูกต้องที่เราควรทำเป็นประจำทุกวันก่อนที่จะใช้รถออกไปนอกบ้าน

Continue Reading

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

4 สิ่งที่ควรเช็กก่อนขับรถในช่วงหน้าหนาว

Published

on

By

4 สิ่งที่ควรเช็กก่อนขับรถในช่วงหน้าหนาว

1. ตรวจเช็คระบบไล่ฝ้า
เปิดใช้งานระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แล้วตรวจดูว่าระบบทำงานปกติหรือไม่ ถ้ามีจุดใดเสียก็ให้รีบซ่อมแซมเพื่อความปลอดภัย
2. ตรวจเช็กน้ำยาฉีดกระจก
เช็กระดับน้ำยาฉีดกระจกให้เต็มอยู่เสมอ โดยเติมน้ำยาฉีดกระจก ซึ่งอาจเติมน้ำเปล่าหรือซื้อน้ำยาเฉพาะมาใช้ก็ได้
3. ตรวจเช็กระบบเบรก
เริ่มด้วยการดูผ้าเบรกว่าเหลือมากน้อยขนาดไหน สังเกตลักษณะของจานเบรกว่ามีความคดหรือไม่ ดูน้ำมันเบรกว่าเหลือเท่าไหร่ถ้าน้อยก็ให้เติมลงไป
4. ตรวจเช็กสัญญาณไฟ
ช่วงฤดูหนาวที่อาจมีหมอกลงจัดในบางช่วง ทัศนวิสัยการมองเห็นจะลดน้อยลงอย่างมาก ควรตรวจสอบและเปลี่ยนหลอดไฟให้สว่างและใช้งานได้ตามปกติอยู่เสมอ

Continue Reading

Trending