Connect with us

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง จำเป็นแค่ไหนกับรถยนต์ของคุณ?

Published

on

หลายๆคนคงเห็นข่าวเกี่ยวกับกระแสดราม่าหัวเชื้อน้ำมันเครื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่จนถึงวันนี้ ล่าสุดก็ได้มีการทดสอบจากอาจารย์ชื่อดังว่าจริงๆแล้วคุณสมบัติของเจ้าหัวเชื้อนี้ดีจริงหรือเป็นแค่ความเชื่อ โตโยต้าริชจึงได้รวบรวมข้อมูลมาให้อ่านกันที่นี่

ในเฟสบุ๊คอาจารย์เจษฏ์ที่ใช้ชื่อเพจว่า “อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์” ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้เกี่ยวกับหัวเชื้อน้ำมันเครื่อง พอสรุปได้ว่าตามหลักแล้วน้ำมันเครื่องที่ใช้กันจะมีส่วนประกอบอยู่ 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Base Oil) และส่วนที่เป็นสารเติมแต่ง (Addictive) ซึ่งสารเติมแต่งนี่เองที่จะช่วยลดการสึกหรอของเครื่องยนต์และทำความสะอาดเครื่องยนต์ ในแต่ละยี่ห้อก็มีสูตรที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองแตกต่างกันไป หัวเชื้อน้ำมันเครื่องที่กำลังดราม่าและยี่ห้ออื่นๆนั้นก็เป็น “สารเติมแต่ง” เพียงต่างกันที่ส่วนประกอบของสารที่เติมเข้าไป เช่น สารทำความสะอาด”(Detergents) “สารป้องการความเป็นกรด” (Anti-acids และ “สารปรับแต่งความหนืด” (Viscosity Modifiers) เป็นต้น 3 ตัวที่กล่าวมามีอยู่ในน้ำมันเครื่องที่เราใช้กันอยู่แล้ว ถ้าตามหลักความเป็นจริงก็ไม่จำเป็นต้องไปเพิ่มเติมแต่งอะไรอีกแต่ถ้าทำการเติมหัวเชื้อที่มีสูตรเดียวกันเข้าไปอีกจะทำให้เข้าไปทำงานเสริมกับน้ำมันเครื่องได้อีกแค่นิดเดียว แต่ตรงกันข้ามถ้าเติมสารหัวเชื้อที่ไม่มีคุณภาพเข้ากับน้ำมันเครื่องที่ใช้อยู่จะส่งผลให้ระบบหล่อลื่นของเครื่องยนต์มีปัญหาได้และส่งผลถึงอัตราการกินน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

อีกด้านทางฝั่งอาจารย์อ๊อด รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้ทำการตรวจสอบหัวเชื้อน้ำมันเครื่อง 3 ยี่ห้อ โดยหนึ่งในนั้นก็มียี่ห้อที่กำลังเป็นประเด็นกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งผลออกมาปรากฏว่าหัวเชื้อน้ำมันเครื่องมีสารคลอริเนตเต็ดพาราฟิน ออยล์ หรือ น้ำมันพาราฟิน ที่มีอะตอมของคลอรีน มีจุดเดือดไม่สูงมาก อยู่ระหว่าง 200-500 องศาฯ ซึ่งนิยมใช้ในอุตสาหกรรมการเลื่อยเหล็ก ใช้เป็นตัวเติมในอุตสาหกรรมพลาสติก และ อุตสาหกรรมกาวอีพ็อกซี่เรซิ่ล แต่ว่าการในห้องเครื่องระบบดีเซลและเบนซินจะมีความร้อนอยู่ที่ 500- 1000 องศา หมายความว่าถ้าเติมหัวเชื้อเข้าไปจะทำให้เครื่องยนต์วิ่งได้ดีเพราะจุดเดือดยังไม่สูงมาก แต่เมื่อใช้ไปนานๆหัวเชื้อที่ใส่เข้าไปจะระเหยแล้วเกิดเป็นเขม่าหรือคราบเกาะเครื่องยนต์จนทำให้เครื่องน็อกได้

ดังนั้นขอแนะนำว่าไม่ควรเติมสารหัวเชื้อใดๆเข้าไปเพราะในน้ำมันเครื่องมีสารเติมแต่งที่ครบถ้วนอยู่แล้วครับ เพื่อที่รถจะได้อยู่กับคุณไปนานๆ

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

รู้หรือไม่…สัญญาณไฟแจ้งเตือนน้ำมันโชว์แล้วสามารถวิ่งต่อได้อีกเท่าไร

Published

on

By

สัญญาณไฟแจ้งเตือนน้ำมันโชว์เราสามารถวิ่งต่อได้อีกกี่กิโลเมตร ?
เมื่อสัญญาณไฟแจ้งเตือนน้ำมันสว่างขึ้นคนส่วนใหญ่จะคิดว่าน้ำมันรถของคุณหมดไม่เหลืออยู่ในถังแล้ว
แต่ที่จริงนั้นรถของคุณจะยังมีน้ำมันในถังเหลืออยู่ประมาณ 8-11 ลิตร แล้วแต่รุ่นรถ (อ้างอิงตามผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา)
หรือประมาณเกือบ 100 กิโลเมตร แล้วแต่รุ่นรถของคุณเพื่อให้คุณสามารถหาปั๊มน้ำมันเติมได้

ข้อแนะนำ
1. หากเห็นว่าน้ำมันใกล้หมดก็ควรเติมเสียก่อน เพราะการทำงานของระบบวัดระยะทางของรถแต่ละคันจะแตกต่างกันไป หากขับรถเจอจราจรติดขัด ระยะทางที่วิ่งได้จริงอาจต่ำกว่าในข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นได้
2. ไม่ควรปล่อยให้น้ำมันเกลี้ยงถังบ่อยๆเพราะอาจะมีปัญหาเกี่ยวกับปั๊มเชื้อเพลิงในอนาคตได้
3. ก่อนเดินทางไกลควรเติมน้ำมันให้เต็มถัง และศึกษาเส้นทาง ปั๊มน้ำมันตามจุดๆต่างๆ ที่เราผ่านในเส้นทางนั้น

Continue Reading

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

วันนี้คุณบอกรักแม่แล้วหรือยัง ?

Published

on

By


แม่เป็นคำนิยามสั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง เป็นความผูกพันที่ไม่มีวันหายจากกัน
เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เป็นความจริงใจที่ไม่มีวันผันแปร
คุณอาจจะรักคนทั้งโลกได้แต่คุณจะไม่ได้รับความรักจากคนทั้งโลกเท่ากับความรักของแม่ที่มีให้คุณ
อย่าอายที่จะบอกรักแม่ อย่ากลัวที่จะทำเพื่อแม่ อย่าได้แต่คิดที่จะทำ….ให้แม่
เพราะแม่ไม่เคยอาย ไม่เคยกลัว และไม่เคยแค่คิดที่จะทำให้เราเลยสักครั้ง
อย่าให้เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างไร้ความหมาย …….
บริษัท โตโยต้าริช จำกัด ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการระลึกและตอบแทนพระคุณของแม่
วันนี้คุณบอกรักแม่แล้วหรือยัง ?

Continue Reading

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

จอดรถขวางหน้าบ้านคนอื่น มีความผิดตามกฎหมาย!?

Published

on

By

จากข่าวที่กำลังเป็นกระแสโดยการจอดรถขวางหน้าบ้านจนทำให้เจ้าของบ้านเดือดร้อน เชื่อว่าหลายๆคนได้ให้ความสำคัญกับข่าวนี้เป็นอย่างมากและมีคำถามตามมาในภายหลังว่าการจอดรถหน้าบ้านผู้อื่นจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนนั้นผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไร วันนี้มีคำตอบครับ

ตามกฎหมาย มาตรา 397 ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆต่อผู้อื่นอันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท”

เทียบเคียงฎีกา 1908/2518 “จำเลยจอดรถขวางกั้นไม่ให้โจทก์ถอยรถออกไปจากซอยที่เกิดเหตุ เป็นเพียงขัดขวางไม่ให้โจทก์นำรถออกไปได้เท่านั้น ส่วนตัวโจทก์มีอิสระที่จะออกไปจากซอยได้ การกระทำของจำเลย ยังไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310* แต่เป็นการรังแกข่มเหงทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ แม้ซอยนั้นจะอยู่ในที่ดินของผู้มีชื่อซึ่งแบ่งให้ผู้อื่นเช่าปลูกบ้าน แต่ประชาชนก็ชอบที่จะเข้าออกไปติดต่อกับผู้ที่อยู่ในซอยนั้นได้ ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำในที่สาธารณสถาน จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397”

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการจอดรถขวางหน้าบ้านผู้อื่นมีความผิดตามกฎหมาย สำหรับใครที่ทราบแบบนี้แล้วเวลาเดินทางแล้วจะหาที่จอดรถก็อยากให้ระมัดระวังกันด้วยนะครับว่าจะคุณไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน อย่างน้อยก็อยากให้ถือคติเอาใจเขามาใส่ใจเรากันให้เยอะๆคิดกลับกันว่าถ้าหากเราตกอยู่ในสถานะเจ้าบ้านที่ได้รับผลกระทบแบบนี้แล้วเราก็คงไม่แฮปปี้สักเท่าไหร่

หมายเหตุ : ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ผู้ใดหน่วงเหนี่ยว หรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Continue Reading

Trending