ถุงลมนิรภัย สำคัญต่อชีวิตยังไง

ถุงลมนิรภัย สำคัญต่อชีวิตยังไง

รถยนต์ในปัจจุบันนี้มีการพัฒนาหลายๆด้าน ทั้งสมรรถนะเครื่องยนต์ ความประหยัดน้ำมัน ออพชั่นที่ทันสมัย และที่ขาดไม่ได้คือเรื่องของความปลอดภัยซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ หนึ่งในนั้นก็คือถุงลมนิรภัย อุปกรณ์เซฟตี้ที่ช่วยลดการกระแทกระหว่างผู้โดยสารกับตัวรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ด้วยประโยชน์มหาศาลข้อนี้จึงทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ต่างก็เพิ่มถุงลมนิรภัยไว้เป็นออพชั่นเสริมในรถทุกรุ่น ต่างจากอดีตที่จะมีเฉพาะในรถหรูหรือรุ่นสูงๆเท่านั้น

ตำแหน่งของถุงลมนิรภัย

รูปภาพจาก: priuschat.com

ถุงลมนิรภัยในรถยนต์แต่ละคันจะมีจำนวนไม่เท่ากัน รถคันไหนที่มีถุงลมนิรภัยหลายจุดก็ย่อมปลอดภัยและลดแรงกระแทกได้ดีกว่า ตำแหน่งหลักๆของถุงลมนิรภัยก็มีดังนี้

  • ถุงลมด้านหน้า (Front Airbag) จะติดตั้งอยู่บนโครงด้านหน้าขวาและซ้าย ซึ่งปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะติดตั้งไว้อยู่แล้ว มีไว้เพื่อช่วยป้องกันคนขับรถ และคนที่นั่งข้างคนขับ เมื่อเกิดการชนจากด้านหน้า ถุงลมจะพองตัว เข็มขัดนิรภัยจะดึงร่างกายส่วนล่างและส่วนบน ถุงลมจะช่วยรองรับหน้าอกและศีรษะ ไม่ให้กระทบกระเทือนมากเกินไป
  • ถุงลมด้านข้าง (Side Airbag) อาจจะติดตั้งอยู่ที่แผงประตูหรือที่ตัวเบาะนั่ง ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต ตัวเซ็นเซอร์จะมีลักษณะเหมือนกับถุงลมด้านหน้า ปัจจุบันถุงลมด้านข้างก็มีความสำคัญ นิยมติดตั้งเอาไว้เพื่อป้องกันการกระแทกตรงส่วนครึ่งกลาง และ ด้านล่างของร่างกาย
  • ม่านถุงลม (Curtain Airbag) ช่วยป้องกันไม่ให้หน้าและศีรษะไปกระแทกกับแรงปะทะ หากเกิดการชนจากด้านข้างในระดับปานกลางถึงรุนแรง ถุงลมแบบม่านจะพองตัวออกมา พร้อมการดึงกลับของเข็มขัดนิรภัย รถที่ติดตั้งม่านถุงลมมักจะเป็นรถที่มีราคาแพง
  • ถุงลมป้องกันเข่าและขา (Knee Airbag) จะซ่อนอยู่ใต้คอนโซลด้านผู้ขับขี่บริเวณหัวเข่า ช่วยป้องกันขา และหัวเข่า ไม่ให้ไปชนเข้ากับคอนโซล ด้านล่างใต้พวงมาลัย รวมทั้งสะโพก และเข่า
  • ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbag) จะช่วยผ่อนแรงบริเวณเท้าที่จะไปกระแทกกับพื้น และผนังกั้นระหว่างห้องโดยสารและห้องเครื่องให้เบาลง โดยใช้เซ็นเซอร์เดียวกับถุงลมนิรภัยด้านหน้า แต่ถุงลมชนิดนี้ยังไม่ค่อยนิยมใช้กันมากนักครับ

การทำงานของถุงลมนิรภัย

ถุงลมนิรภัยจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการกระแทกหรือชนตามค่ามาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ นั่นคือต้องเกิดการกระแทกที่รุนแรงในรัศมีที่กำหนดและแรงกระแทกอยู่ในค่าที่กำหนดไว้จึงจะทำให้ถุงลมทำงานนั่นเองครับ กลไกที่ทำให้ถุงลมพองตัวได้เกิดจากสารเคมีที่ชื่อว่าโซเดียม เอไซด์ (Sodium Azide) ทำปฏิกิริยากับโพแทสเซียม ไนเตรต (potassium nitrate) จะได้แก๊สไนโตรเจนที่บรรจุอยู่ในถุงลมนิรภัยนั่นเองครับ กระบวนการทำปฏิกิริยานี้ใช้เวลาเพียง 0.4 วินาทีเท่านั้นเอง เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น สามารถดูได้จากวิดีโอด้านล่างเลยนะครับ

จากตรงนี้ก็ทำให้เห็นได้ว่าการที่รถยนต์มีถุงลมนิรภัยนั้นย่อมดีกว่าไม่มีเลย เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและเมื่อเกิดขึ้นแล้วอุปกรณ์ชิ้นนี้นี่แหละครับที่จะช่วยผ่อนจากหนักเป็นเบาได้ ทำให้ร่างกายได้รับการกระทบกระแทกน้อยที่สุด แต่อย่างไรก็ตามควรรัดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งเมื่อขับขี่ เพราะตัวเข็มขัดนิรภัยจะทำงานร่วมกับถุงลมนิรภัยได้ดีในเรื่องของลดการกระแทกจากอุบัติเหตุนั่นเองครับ ท้ายสุด”สติ” เท่านั้นครับที่จะประคับประคองและทำให้การขับขี่ของคุณปลอดภัยตลอดเส้นทาง


แสดงความคิดเห็น

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความน่าสนใจอื่นๆ

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

ไฟไอติมคืออะไร ทำไมถึงผิดกฏหมาย?

ไฟไอติมคืออะไร ทำไมถึงผิดกฏหมาย? เป็นกระแสอย่างมากกับการติดไฟหรี่เลี้ยวสีฟ้าหรือไฟไอติม ซึ่งสายซิ่งแต่งกันเยอะมาก ล่าสุดได้มีการประกาศให้การติดไฟไอติมผิดกฏหมายเป็นที่เรียบร้อย Read more…

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

น้ำมันเครื่องหายเกิดจากอะไร?

น้ำมันเครื่องหายเกิดจากอะไร? หน้าที่หลักๆของน้ำมันเครื่องคือช่วยหล่อลื่นให้กับชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์ รวมไปถึงลดการสึกหรอ ป้องกันการเกิดสนิม อีกทั้งยังทำหน้านี้ทำความสะอาดเครื่องยนต์ไปในตัว Read more…

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

4 ข้อเสียเมื่อขับรถตกหลุมบ่อยๆ

4 ข้อเสียเมื่อขับรถตกหลุมบ่อยๆ การขับรถในแต่ละวันย่อมเจอสภาพการจราจรที่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือนอกเมือง ทั้งทางเรียบและหลุมบ่อซึ่งในบางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รู้หรือไม่ว่าการขับรถตกหลุมบ่อยๆส่งผลเสียต่อรถคุณและอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถตามมา Read more…

Articles | บทความเกี่ยวกับรถยนต์

จริงหรือไม่ ก่อนดับเครื่องต้องจอดทิ้งไว้ก่อนซักพัก

จริงหรือไม่ ก่อนดับเครื่องต้องจอดทิ้งไว้ก่อนซักพัก หนึ่งในความเข้าใจหรือประสบการณ์ที่เจอจากคนรอบข้างที่ว่า “ก่อนดับเครื่องต้องจอดทิ้งไว้ก่อนซักพัก” ทำให้เกิดความสงสัยว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้น Read more…